วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่นักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลก แนะนำให้ลงทุน สิ่งนั้นคือ...

เนื่องจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้รับการยกย่องว่า เป็น"เซียนของเซียน" ในการลงทุน ฉะนั้นเมื่อเขาพูดอะไรในด้านนั้นออกมา เนื้อหาจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานการตอบคำถามที่ว่า จะลงทุนในอะไรจึงจะให้ผลตอบแทนสูงสุด คำตอบของวอร์เรน บัฟเฟตต์ สั้นและง่าย แต่มีความหมายกว้างและลึกมาก นั่นคือ ลงทุนในตัวเอง คำตอบนี้อาจตีความหมายได้ว่าเป็นการลงทุนในร่างกายของเขาเอง ซึ่งตอนนี้อายุ 84 ปี สุขภาพยังดีมากและทำงานได้ทุกวัน

การลงทุนในร่างกาย ได้แก่ การดูแลสุขภาพอย่างดี ดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายและไม่เบียดเบียนตัวเอง เขายังอาศัยอยู่ในบ้านหลังแรกที่เขาซื้อตั้งแต่ครั้งยังไม่ร่ำรวยในเมืองเล็ก ๆ โดยไม่คิดย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีความแออัดสูง หรือซื้อบ้านจำพวกใหญ่โตหรูหรา ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นเพื่อดูแลรักษาและอยู่ห่างจากที่ทำงาน ทำให้เสียเวลาเดินทางทุกวัน เขายังขับรถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง รวมทั้งขับไปสำนักงานซึ่งห่างจากบ้านเพียงเล็กน้อยเท่านั้นด้วย

อีกหนึ่งด้าน เป็นการลงทุนในมันสมอง โดยการแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการศึกษาและวิเคราะห์ในสิ่งที่จะซื้อ หรือลงทุนอย่างทะลุปรุโปร่งด้วย แม้แต่ในด้านงานอดิเรก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็เลือกสิ่งที่เป็นการลับสมองของตนอยู่ตลอดเวลา เช่น การเล่นบริดจ์ ซึ่งในปัจจุบันสามารถเล่นออนไลน์กันได้ทั่วโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ บิลล์ เกตส์ ร่วมวงกันบ่อย สองคนนี้เป็นอภิมหาเศรษฐี ซึ่งเรียกได้ว่าซี้กันมากและมีแนวคิดคล้าย ๆ กัน โดยเฉพาะในด้านการจะบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

การลงทุนในด้านมันสมองอาจมองได้จากมุมของการแสวงหาข่าวสารข้อมูลคงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าผู้มีข่าวสารข้อมูลมากมักได้เปรียบผู้ที่มีน้อยในการลงทุน ยิ่งมีข้อมูลที่ถูกต้องอย่างครบถ้วนมากเท่าไร โอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตระหนักและใช้หลักการนี้มาตลอดชีวิตการลงทุนของเขา ฉะนั้นเขาจึงติดตามข่าวสารข้อมูลอยู่ตลอดเวลามาตั้งแต่วันเริ่มเป็นนักลงทุน

เรื่องการลงทุนในด้านมันสมองนี้วอร์เรนบัฟเฟตต์และจอร์จ โซรอส ซึ่งอายุต่างกันเพียง 18 วัน คิดตรงกัน แม้วิธีการลงทุนจะต่างกันแบบอยู่คนละขั้วก็ตามจอร์จ โซรอส เป็นนักเก็งกำไรซึ่งหวังผลในระยะสั้น ในขณะที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยึดการลงทุนเพื่อผลตอบแทนในระยะยาว อาจเป็นที่ทราบกันแล้วว่า จอร์จ โซรอส ศึกษาวิชาปรัชญามาก่อน และตอนนี้ก็ยังสนใจในด้านนั้นอยู่ โดยใช้เวลาศึกษาและเขียนหนังสือออกมากว่า 10 เล่ม รวมทั้งการนำหลักปรัชญามาประยุกต์ใช้ในด้านการเก็งกำไรด้วย

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เส้นทางเศรษฐีสมัยพุทธกาล

การทำงานด้วยความเพียรนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในอรรถหรือความหมายขยายความแห่งสัมมาวายามะ ความว่า“ให้ปลูกฝังความพอใจในการงานนั้น พยายามปรารภความเพียรที่สืบเนื่องไปเรื่อยๆ ให้รักษาคุณภาพของจิตที่ก้าวไปในจุดนั้นๆ ไว้ให้ดี พร้อมกับพยายามทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”
      
ท่านบุรพาจารย์โบราณบัณฑิตได้แสดงลักษณะของคนที่ทำงานด้วยความเพียรไว้ว่า “คนที่ได้ชื่อว่ามีความเพียรหรือขยันนั้นจะต้องทำงานในลักษณะดังต่อไปนี้ คือ อนิกขิตตธุรตา ทำงานอันอยู่ในความรับผิดชอบให้สำเร็จๆ ไป ไม่ทอดธุระ อนิพพินทตา ทำงานที่แทรกซ้อน เข้ามาให้สำเร็จ โดยไม่ชักช้า อสังครตา ทำการงานนั้นๆ ด้วยความยินดี เอาจริงเอาจังในงานนั้นๆ จนสำเร็จ”
      
นอกจากนี้ หลักพระพุทธศาสนายังแสดงว่า “ผู้ทำงาน จะต้องไม่ปล่อยให้งานที่ทำคั่งค้างอากูลอย่างที่พูดกันว่า ดินพอกหางหมู” เพราะงานในลักษณะนี้ไม่เป็นมงคลสำหรับผู้กระทำแน่นอน ในทำนองเดียวกัน หากทำในทางตรงกันข้ามย่อมเป็นมงคลสำหรับบุคคลนั้น ดังมีพระพุทธพจน์ตรัสรับรองไว้ในมงคลสูตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕) ว่า “อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การงานที่ไม่คั่งค้างอากูล นี่ก็เป็นอุดมมงคล”
      
เนื่องจากความเพียรพยายามเป็นได้ทั้งในทางที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม ดังนั้น การทำความเพียรในทางพระพุทธศาสนาทุกระดับคำสอน จึงต้องเป็นไปในทางที่ชอบธรรม คือไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม หลักการใช้ความเพียรพยายามในการประกอบอาชีพทำธุรกิจการงานต่างๆ ในทรรศนะทางพระพุทธศาสนาจึงเน้นไปที่ประโยชน์ตนและผู้อื่นเป็นสำคัญ แม้ว่าบางครั้งประโยชน์สำหรับผู้อื่นจะไม่เด่นชัดนักก็ตาม แต่กระนั้นต้องไม่เป็นการทำลายผลประโยชน์ของผู้อื่น หลักคำสอนในลักษณะเช่นนี้มีปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก เช่น “บุคคลพึงได้ประโยชน์ในที่ใดด้วยวิธีใดๆ พึงบากบั่นในที่นั้นด้วยวิธีนั้น”ซึ่งเป็นการเน้นให้บุคคลใช้ความเพียรพยายามเพื่อให้เกิดผลที่ตนต้องการ หลังจากได้พิจารณาเห็นแล้วว่า การกระทำงานใดด้วยวิธีใดจึงเกิดประโยชน์ ก็ให้ทำการงานเหล่านั้นด้วยความบากบั่นพยายามอย่างจริงจัง ดังมีพระพุทธพจน์ตรัสรับรองไว้ในคัมภีร์ชาดกว่า “ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นโดยชอบแก่คนที่ทำงานโดยไม่เบื่อหน่าย” ซึ่งตามปกติแล้ว คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนขยันมีความเพียรนั้น จะต้องเป็นคนที่ไม่ยอมปล่อยกาลเวลาที่จะทำประโยชน์ให้ผ่านพ้นไป ข้อนี้เป็นการดำเนินตามหลักคำสอนที่แสดงไว้ในคัมภีร์ชาดกว่า “บุรุษใดเมื่อหนาว ร้อน ลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีอยู่ ก็ครอบงำความหิวกระหายทั้งหมด ประกอบการงานทั้งหลายมิได้ขาด ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่ทำประโยชน์ที่มาถึงตามกาลให้เสียไป”
      
การใช้ความเพียรพยายามประกอบการงานที่ทางพระพุทธศาสนาสรรเสริญ คือ ต้องรู้จักกาลและสถานที่ด้วยว่า กาลไหนควรทำอะไร ทำอย่างไร ควรปฏิบัติต่อสถานที่นั้นๆ อย่างไร คือจะต้องทำงานให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ เป็นต้น ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบปัญหาที่อาฬวกยักษ์กราบทูลถึงวิธีแสวงหาทรัพย์ได้ว่า “คนที่ทำงานได้เหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร ย่อมหาทรัพย์ได้แน่นอน”
      
คนที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด ทำงานได้เหมาะเจาะดังกล่าวนั้น อาจจะเริ่มต้นด้วยการไม่มีอะไรมากนักก็ตาม แต่อาจสามารถก่อร่างสร้างตัวตั้งตนเป็นเศรษฐีมีหลักฐานมั่นคงได้ ความข้อนี้มีพระพุทธพจน์ตรัสรับรองไว้ในขุททกนิกายชาดก เอกกนิบาต(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗) ว่า “คนมีปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมตั้งตนได้แม้ด้วยต้นทุน เพียงเล็กน้อย ดุจคนก่อไฟกองน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น” การตั้งตนหรือการตั้งตัวในที่นี้ หมายถึงการก่อร่างสร้างตัวจากการมีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยจนมีทรัพย์สินมาก หรือจากความยากจนสู่ความมั่งคั่ง เป็นเศรษฐีมีทรัพย์มหาศาล ผู้ที่สามารถตั้งตนได้ในลักษณะนี้ย่อมเป็นที่ยกย่องนับถือของคนทั่วไป
      
แบบอย่างของการตั้งตัวได้ในลักษณะนี้ ท่านเล่าไว้ในคัมภีร์อรรถกถาชาดก โดยสรุปความว่า มีชายรับใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งได้เก็บเอาหนูตายซึ่งแทบจะไม่มีราคาอะไร นำไปขายเป็นอาหารแมว ได้เงินมาเพียงกากณิกหนึ่ง ซึ่งเป็นหน่วยเงินที่มีค่าต่ำสุดในสมัยนั้น แต่ด้วยเงินเพียงเท่านั้น เขาได้นำไปทำทุนประกอบกิจการจนภายหลังได้เป็นพ่อค้าใหญ่อยู่ที่ท่าเรือ และมีฐานะอยู่ในขั้นเศรษฐี นี้เป็นแบบอย่างในครั้งโบราณนานมาแล้ว คนที่ตั้งตัวได้ในลักษณะนี้ ในปัจจุบันก็มีปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป เช่น ในประเทศไทย ก็มีคนจีนที่อพยพมาอยู่เมืองไทย สามารถตั้งตัวเป็นเศรษฐีหลายราย
      
การตั้งตนก็เหมือนกับการก่อกองไฟ กล่าวคือ ในการก่อไฟนั้น เริ่มจากไฟจุดเล็กๆ เช่น ไฟจากก้านไม้ขีด ผู้ก่อไฟก็สามารถทำให้เป็นไฟกองใหญ่ที่สว่างโพลงโชติช่วง และร้อนแรงได้ ผู้จะตั้งตนก็เฉกเช่นเดียวกัน อาจจะใช้ต้นทุนซึ่งมีอยู่ไม่มากประกอบกิจการ จนมีผลกำไร เกิดทรัพย์สินมากมายมหาศาลก็ได้ แต่ก็มิใช่ว่าทุกคนจะทำ ได้ดุจเดียวกัน เพราะผู้ที่จะทำได้จะต้องเป็นคนมีปัญญาเฉลียวฉลาดและมีวิจารณญาณดีทีเดียว ซึ่งถ้าหากนำเอาประวัติการทำงานของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการตั้งตน ได้ในลักษณะนี้ ก็จะพบว่า การที่เขาสามารถก่อร่างสร้าง ตัวได้สำเร็จถึงขนาดนั้น ก็เพราะมีคุณธรรมหลายประการ อย่างน้อยก็ต้องมีหลักธรรมเพื่อการอยู่ดีกินดีมีหลักฐานมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการ คือ การขยันหาทรัพย์ การรู้จักเก็บรักษาและทำให้งอกเงย การรู้จักคบหาเพื่อนหรือผู้ร่วมงานที่ดี และการรู้จักใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ต้องมีคุณธรรมที่สำคัญ นั่นคือ การมีปัญญาเฉลียวฉลาด มีวิจารณญาณที่ดี กล่าวคือ ต้องเป็นคนที่มีความรู้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะคือรู้จักเหตุผล เข้าใจความเกี่ยวเนื่องกันของสิ่งของต่างๆ เช่น ในการค้าขายก็รู้จักหาทำเลที่ดี รู้ว่าความต้องการของลูกค้าอยู่ที่สินค้าอะไร เป็นต้น โดยมีวิจารณญาณคือการพิจารณาจนประจักษ์แน่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร รู้จักจังหวะในการดำเนินการ เมื่อเห็นว่ายังไม่ถึงจังหวะ ก็ยับยั้งไว้ก่อน ต่อเมื่อจังหวะดีจึงดำเนินการ เป็นต้น เปรียบเหมือนการก่อไฟให้ลุกโพลงเป็นกองโต ขณะที่ไฟเพิ่งเริ่มติดเพียงเล็กน้อย ถ้าโหมกระพือลมมากเกินไป หรือใส่ไฟฟืนทับถมลงมากเกินไป ไฟอาจดับได้ ต้องค่อยๆ ใส่ฟืนที่ติดไฟง่ายเข้าไปทีละน้อย กระพือลมแต่พอสมควร เมื่อไฟติดดีแล้วจึงค่อยเพิ่มฟืนมากขึ้น ไฟก็จะค่อยติดและขยายกองโตมาก ขึ้นได้ การทำกิจการต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ขณะที่ยังมีทุนน้อยก็ทำกิจการเพียงน้อยๆ ก่อน ต่อเมื่อมีทุนมากขึ้น แล้วจึงขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้นไปตามลำดับ กิจการก็จะประสบความสำเร็จได้ดี
      
คนมีคุณสมบัติดังกล่าวเมื่อ ทำงานได้เงินมาแล้วย่อมมีอุบาย วิธีในการที่จะรักษาเพิ่มพูนรายได้ของตนให้สูงขึ้นได้โดยดำเนิน ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓) ว่า “ผู้ขยันในหน้าที่การงาน ไม่ประมาท เข้าใจจัดการเลี้ยงชีวิต สมควร ย่อมรักษาทรัพย์ที่หามาไว้ได้”
      
การที่คนเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกได้อย่างสะดวกสบาย จะต้องมีทรัพย์เก็บสำรองไว้ สำหรับใช้จ่ายตามสมควร เพราะหากไม่มีทรัพย์เก็บสำรองไว้แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น ก็จะต้องประสบกับความยากลำบากอย่างแน่นอน ผู้ที่จะมีทรัพย์เก็บสำรองไว้ได้จะต้องเป็นผู้ขยันในหน้าที่การงาน ไม่ประมาท เข้าใจจัดการ และเลี้ยงชีวิตพอสมควรแก่ฐานะของตน ชีวิตคนเราต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ช่วยหล่อเลี้ยงไว้ อย่างน้อยก็ต้องมีปัจจัยขั้นพื้นฐาน ๔ อย่าง คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคดังกล่าว มาแล้ว การประกอบอาชีพของคนเราก็เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยขั้นพื้นฐานดังกล่าวนั้น ในสังคมมนุษย์มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายของกินของใช้ระหว่างกัน โดยได้มีการนำเอาของมีค่าคือเงินทองมาใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน เพราะเงินทองมีลัษณะที่เล็กสะดวกในการนำติด ตัวไปหรือเก็บรักษาไว้ได้นาน โดยที่ไม่เน่าเปื่อยผุพัง ซึ่งสมมติเรียกกันว่า ทรัพย์ และวิวัฒนาการเป็นธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ดังนั้น การประกอบอาชีพของคนในสมัยต่อๆ มา หรือในยุคปัจจุบัน จึงมุ่งที่จะให้ได้ทรัพย์ธนบัตรนี้ไว้ เมื่อต้องการปัจจัยใดๆ มาเลี้ยงชีวิตจึงใช้ทรัพย์หรือซื้อหาสิ่งนั้นอีกทีหนึ่ง ผู้มีทรัพย์มากย่อมมีความสะดวกในการจัดหาสิ่งที่ต้องการ ส่วนผู้ขาดแคลนทรัพย์ก็จะมีความลำบากเดือดร้อนมาก
      
ทรัพย์สมบัติที่หามาได้ด้วยตนเองก็ดี ที่เป็นมรดกตกทอดก็ดี ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ย่อมมีสิทธิที่จะจับใช้สอย ได้ตามใจชอบ สำคัญอยู่ที่ว่าจะใช้สอยให้เป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์เท่านั้น
      
ทรัพย์สมบัติเป็นสิ่งที่บันดาลความสุขแก่เจ้าของ คนมีทรัพย์สมบัติมาก ก็มีโอกาสแสวงหาความสุขจากทรัพย์ได้มาก คนมีทรัพย์น้อยก็แสวงหาความสุขจากทรัพย์ได้น้อย การแสวงหาความสุขจากทรัพย์ที่ว่านี้อาจเป็นการแสวงหาในทางที่ผิดก็ได้ หรือเป็นการแสวงหาในทางที่ถูกก็ได้
      
ที่ว่าเป็นการแสวงหาในทางที่ผิด คือใช้จ่ายทรัพย์ไปในทางอบายมุข ได้แก่ การเป็นนักเลงหญิง การเป็นนักเลง สุรา การเป็นนักเที่ยวกลางคืนหรือนักท่องราตรีมั่วสุมในวงพนัน ชอบคบคนประเภทชักนำในทางเสียทรัพย์ โดยไม่จำเป็น ส่วนในการแสวงหาความสุขจากทรัพย์ ในทางที่ถูกนั้น คือการใช้สอยทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งนอกจากจะบริโภคใช้สอยด้วยตนเองแล้ว ควรจะให้ทาน คือการบริจาคทำบุญในพระพุทธศาสนา หรือทำสาธารณกุศล ต่างๆ ตามสมควร ซึ่งจะก่อให้เกิดความสุขใจจากการใช้จ่ายทรัพย์
      
การขาดแคลนทรัพย์มักมีสาเหตุมาจากความเกียจคร้านทำการงาน ความมัวเมาในอบายมุข ไม่รู้จักจัดการทรัพย์ และใช้จ่ายเกินฐานะ
      
ดังนั้น ผู้ที่จะหาทรัพย์ให้ได้และสามารถมีทรัพย์เก็บสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น จึงต้องปลูกฝังหลักคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา คือ

(๑) ขยันหาทรัพย์ โดยมีความขยันในหน้าที่การงาน ไม่เกียจคร้าน ไม่ท้อถอย เห็นความสำคัญของการทำงาน เท่ากับชีวิต
      
(๒) รู้จักเก็บ เข้าใจจัดการ โดยมีสติปัญญาในการจัดการใช้ทรัพย์ว่าควรจะใช้เป็นค่าอุปโภคบริโภคเท่าใด จะทำทุนเท่าใด เก็บไว้สำรองเท่าใด
      
(๓) ไม่ประมาทมัวเมาลุ่มหลงไปกับสิ่งยั่วยวนต่างๆ เช่น กามารมณ์ สิ่งมึนเมา การเสี่ยงโชคเล่นการพนัน และการคบคนชั่วเป็นมิตร
      
(๔) เลี้ยงชีวิตพอสมควร คือ ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไปและไม่ฝืดเคืองเกินไป เป็นคนมัธยัสถ์คือใช้จ่ายในขนาดกลางๆ พอเหมาะพอดี
      
ผู้มีคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ๔ ประการนี้แหละ พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าจะรักษาทรัพย์ที่หามาแล้วไว้ได้อย่างแน่นอน
      
(จากส่วนหนึ่งของหนังสือพุทธธรรม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ)
      
(จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 118 กันยายน 2553 โดย แก้ว ชิดตะขบ นักวิชาการศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) 

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Keanu Reeves สอนบทเรียนชีวิต 6 ข้อ


6 “บทเรียนชีวิต” ที่คุณเรียนรู้ได้จาก Keanu Reeves


1.จุดเริ่มต้นที่ยากลำบาก…ไม่ได้หมายความว่าทั้งชีวิตคุณจะลำบาก

ในวัยเด็กของเขาไม่ค่อยสวยหรูนัก พ่อของเขาโดนจับเพราะค้าเฮโรอีน และถูกจับ และทิ้งครอบครัวของเขาไป และหลังจากการหย่าร้างกันนั้น แม่ของเขาได้ผันตัวเป็นดีไซเนอร์ และเดินทางไปประเทศต่างๆ และหอบลูกซึ่งคือเขา และลูกสาวไปด้วย ตั้งแต่ซิดนีย์ มานิวยอร์ก และมาโตรอนโต ตามแต่สามีแต่ละคนของ Patricia และนั่นทำให้ Keanu ต้องเปลี่ยนโรงเรียน 4 โรงเรียนใน 5 ปี 

Keanu เก่งกีฬามากกว่าการเรียน เขาเล่น Ice Hockey จนเก่งมากถึงขั้นจะเล่นเป็นอาชีพ แต่ก็มาบาดเจ็บเสียก่อน ทำให้ฝันของการเล่นอาชีพดับสลายไป แต่นอกจากกีฬานั้น การที่เขาได้เข้าร่วมในงานโรงละครมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ทำให้เขาคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน จนเมื่อเขาได้มาอยู่ที่โรงเรียนที่สี่ ตอนเรียนม.ปลายของเขาที่ Avondale Secondary Alternative School เขาก็ลาออกเพื่อตามล่าอาชีพในวงการภาพยนตร์ 

เรื่องนี้สอนเราได้ดีว่า Keanu ชีวิตที่ลำบากมากตอนเด็ก ไม่มีอะไรสวยหรู หรือเอื้อเขาเลยซักนิด แต่สิ่งที่เขาทำคือ เขากำหนดอนาคตตัวเอง ตัดสินใจเองเพื่อรับผิิดชอบชีวิตตัวเอง เพราะเขาเชื่อว่า แม้วันนี้ลำบาก มันไม่ได้หมายความว่าอนาคตต้องลำบากไปด้วย!

2.”การให้” มันเป็นรางวัลให้ชีวิตได้ดีกว่า “ความร่ำรวย”

เมื่อเขาย้ายมา L.A. ในปี 1986 Keanu เริ่มบทบาทการเป็นนักแสดงของเขาในเรื่อง River’s Edge ตามมาด้วย Point Break, Speed, A Walk In The Clouds, The Devil’s Advocate, The Replacement, และที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง The Matrix ที่ทำเงินให้เขา 10 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 35 ล้านดอลลาร์ในภายหลัง และหลังจากจบทุกภาค เชื่อว่าเขาทำเงินได้มากถึง 110 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง มีการรายงานว่า เขาเอาส่วนแบ่ง 75 ล้านดอลลาร์ มาแจกทีม Special Effects และ Costume design และแจกรถฮาร์เลย์ให้ทีมนักแสดงแทนทุกคนอีกด้วย

ยังมีเรื่องราวความใจดีของเขาอีกเมื่อมีคนเล่าว่า:

“มีคนที่ทำงานเป็นคนสร้างฉาก สร้างพร็อพ และเขาเป็นชายที่ยากจนมากๆ ซึ่ง Keanu รู้ เขาจึงให้เงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 660,000 บาท แก่ชายคนนั้นในวันคริสต์มาสเพื่อช่วยเหลือเขาจากความยากจน เขาคือคนเดียวในกองถ่ายที่มีความตั้งใจที่จะทำความรู้จักทุกคน ไม่ว่าคุณจะเล็กใหญ่มาจากไหน”

นอกจากนี้ ในช่วงหลายๆ ปีในชีวิตการทำงานของเขา เขาบริจาคเงินเพื่อการกุศลเยอะมาก ทั้ง PETA, SickKids Foundation และ Stand Up To Cancer ซึ่งตอนที่พี่สาวของเขาต้องสู้กับโรคลูคีเมียนั้น เขาช่วยพี่สาวของเขาด้วยการบริจาคเงินค่ารักษาพยาบาลกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสิ่งที่ Keanu บอกกับสื่ออยู่ครั้งหนึ่งเกี่ยวกับการที่เขาให้เงินเพื่อการกุศลเยอะขนาดนั้น เขาบอกว่า:

“เงินคือสิ่งสุดท้ายที่ผมคิด เงินที่ผมมีตอนนี้ทำให้ผมใช้ชีวิตได้ไปอีกสองสามร้อยปีก็ว่าได้”

และนี่คือเรื่องราวด้านความใจบุญของเขา เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนที่มีเงินว่า บางที “การแบ่งปัน” ก็สร้างความสุข และเติมเต็มชีวิตได้มากกว่าการมีเงินมากมายเฉยๆ ก็เป็นได้

3.ให้ “ความรัก” ในสิ่งที่คุณทำ ผลักดันคุณ…ไม่ใช่เงิน

Keanu คือคนหนึ่งที่เชื่อว่า การทำงานเพราะคุณรักในสิ่งนั้น มากกว่า ทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว และสิ่งที่เป็นตัวอย่างได้ดีคือ เมื่อเขาปฏิเสธเงินที่เขาจะได้จากการเล่นเรื่อง Speed เป็นเงินถึง 11 ล้านดอลลาร์ หรือการที่เขาปฏิเสธงานที่จะได้ร่วมเล่นกับ Robert DeNiro และ Al Pacino ในภาพยนตร์เรื่อง Heat ในปี 1995 และเขากลับเลือกเล่นหนังโปรดักชั่นเล็กๆ อย่างเรื่อง Hamlet ของเช็คสเปียร์แทน ที่แคนาดา

ซึ่งนักรีวิวจาก The Sunday Times ชื่อ Roger Lewis นั้น ถึงกับเขียนว่า “ผลงานของเขาใน Hamlet มันแสดงออกมาว่าเขารักในการแสดงจริงๆ เขาคือ Hamlet จริงๆ ที่ไม่มีใครสงสัยในความสามารถทางการแสดงของเขาเลนแม้แต่นิดเดียว”

แน่นอนว่า เงิน และ งานที่คุณรัก อาจอยู่ด้วยกันได้ แต่ หลายๆ คนในปัจจุบัน เจอเรื่องกดดันที่ทำให้เขาเลือก “เงิน” มาก่อนทุกสิ่ง และยอมทำสิ่งที่ตนไม่ได้รัก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว หากคุณอดทนสักนิด การเริ่มจากการทำสิ่งที่คุณรัก เงินจะตามมาเอง

4.คุณจะเสียคนใกล้ชิด ไปในชีวิต…แต่อย่าเสียความเป็นตัวคุณ

Keanu เคยแสดงในเรื่อง Parenthood ในปี 1989 และในเรื่องนั้นเขาเจอคนที่กลายเป็นเพื่อนสนิทของเขา ชื่อ River Phoenix ซึ่งเขาบอกว่า เพื่อนของเขาคนนี้ เก่ง มีความคิด จิตใจดี อยู่ด้วยและมีความสุข มีจิตวิญญาณคล้ายๆ กัน หลังจากที่เล่นเรื่อง I Love You To Death และ My Own Private Idaho เขายังคงเป็นเพื่อนสนิทกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน จนกระทั่งเพื่อนของเขาเดินทางผิดในชีวิต และหันไปใช้ยาเสพย์ติดประเภทเฮโรอีน จนตายเพราะใช้ยาเกินขนาดในปี 1993

ต่อมาเมื่อเขามาเล่น The matrix เขาเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้กลายเป็นคนรักของเขาชื่อ Jennifer Syme พวกเขากำลังมีลูกด้วยกัน แต่สุดท้าย Ava Archer Syme-Reeves ลูกของเขาก็เสียชีวิตตั้งแต่เกิด ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1999 ซึ่งคนทั้งคู่ไม่สามารถรับเรื่องราวการสูญเสียนี้ด้วยกันได้ จึงเลิกรากันไป ต่อมา Jennifer ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน

แต่ Keanu บอกเล่าประสบการณ์ของการสูญเสียมากมายของเขาว่า:

“ผมคิดถึงพวกเขานะ คิดถึงมาก และคิดเสมอว่าปัจจุบันจะเป็นอย่างไรหากยังมีพวกเขา แต่ผมก็ไม่คิดจะทิ้งชีวิตของผมไป เพราะความสูญเสียเหล่านี้ เพราะผมเห็นความงามของชีวิตของผม ผมพยายามไม่อยู่คนเดียวมากๆ ซักวันผมจะแต่งงานและมีลูกอีก แต่ขอเวลาผมหน่อย”

นี่คือบทเรียนที่เราควรเรียนรู้จากเขาว่า ชีวิตคนเราอาจจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ แบบนั้น แต่คุณต้องเข้มแข็งพอที่จะเดินต่อไปยังจุดหมายปลายทางของคุณ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณยังสามารถขอความช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้เสมอ

5.ฝึกฝนตัวเองให้ยอดเยี่ยมเสมอ

“เรื่องที่ดีในชีวิตทำให้เรารู้สึกดี แต่เรื่องที่แย่ถึงแม้มันจะทำอันตรายเรา ทำลายเรา แต่นั่นคือครูที่ดีที่สุดของเราให้เราได้เรียนรู้จากมัน และเกิดใหม่อีกครั้งหลังการที่ชีวิตเราถูกทำลาย”

นี่คือความคิดที่ครั้งหนึ่ง Keanu เคยบอกไว้ เขาบอกว่า แม้ชีวิตจะผ่านเรื่องร้ายๆ มากมายแค่ไหน เราต้องคิดบวก เราต้องแบ่งปัน เราต้องให้สิ่งต่างๆ คืนมาสู่โลก และฝึกฝนตัวเองให้เข้มแข็ง ให้แกร่ง และคุณจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าคุณต้องเจอเรื่องอะไรก็ตาม

เรื่องราวของเขาบอกเราว่า แม้ชีวิตจะเริ่มต้นไม่ดีนักนั่นไม่ได้แปลว่าชีวิตเราจะแย่ไปตลอด หรือทัศนคติจะต้องกลายเป็นคนมองโลกในแง่ลบเสมอไป เขาสอนเราว่า การให้ บางทีอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่าการใช้เงินอยู่คนเดียวบนโลก เขาสอนเราว่าการจากลา การสูญเสียคนที่เรารัก ไม่ใช่จุดจบของชีวิต เพราะชีวิตเรามีค่ามากกว่านั้น และนี่คือเรื่องราวของเขากับผู้ชายที่ชื่อว่า Keanu Reeves ที่เราควรเรียนรู้และเอาเป็นตัวอย่างนั่นเอง

6.ใช้ชีวิตแบบพอเพียง 

เขาเป็นดารา ฮอลลีวู้ดเพียงคนเดียวที่ไม่มีแมนชั่น เขาบอกว่า"ผมอยู่ในแฟลต ผมมีทุกสิ่งที่ผมต้องการแล้ว จะเลือกอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ โล่งๆ ไปทำไม"

เขาไม่มีบอดี้การ์ด มักไปไหนมาไหนคนเดียวทางรถไฟใต้ดิน และไม่ชอบแต่งเสื้อผ้าแพงๆ

และที่สำคัญที่สุด หลังจากทั้งหมดที่เขาผ่านมานี้ เขายังคงยืนหยัดสู้ชีวิตต่อไปอย่างไม่ท้อถอย

Cr.efinanceThaiTV